“ได้เวลากลับบ้านแล้วนะลูก”

1,421

“ด้วยทรัพย์สินอันมหาศาลที่ฉันมีอยู่ ยังเลี้ยงข้าวลูกชายฉันไม่ได้เลย”

เช้าวันหนึ่งในปี 2008 ผมอยู่ที่ อ. พร้าว กับเพื่อนคนหนึ่ง เช้าวันนั้นในล็อบบี้ของโรงแรมหรู ชายสูงอายุคล้ายคนอินเดียยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดียวกันกับที่ผมเห็นเขาเมื่อคืนก่อนหน้านั้น เดินเข้ามาที่พวกเรานั่งอยู่ พร้อมกับพูดขอโทษอย่างนอบน้อมตามมารยาทชาวตะวันตก ก่อนที่จะพูดอย่างนุ่มนวลกับภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งที่นั่งคุยอยู่กับผม โดยพูดว่า

“ได้เวลากลับบ้านแล้วนะลูก”

ผู้เป็นบุตรชายหยิบย่ามขึ้นสะพายเดินตามผู้เป็นบิดาไปอย่างว่าง่าย ก่อนหน้านั้น ผมได้พูดคุยกับภิกษุรูปนี้เพราะรู้สึกแปลกใจที่เห็นพระมาพักอยู่ในโรงแรมหรูแบบนี้ “เมื่อวานเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 70 ปีของโยมพ่ออาตมาท่านต้องการให้อาตมามาพักกับท่านสักคืนในสถานที่พิเศษ”

ภิกษุหนุ่มรูปนั้นบอกกับผม อายุท่านคงในราวสามสิบเศษๆ โกนศีรษะ สวมจีวรสีกลัก และสวมรองเท้าแตะคู่หนึ่งแล้วพูดต่อกับผมว่า..

“โยมมีประเทศที่น่ารักมาก” พ่อลูกคู่นี้ บินมาที่ อ.พร้าว ด้วยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัว (ไม่ทราบว่าหมายถึงบินมาลงที่เชียงใหม่แล้วต่อรถมาหรือบินมาลง อ. พร้าวด้วยเครื่องบินเล็ก แต่สรุปว่า เป็นคนมีกะตัง)

คงอยากรู้ละสิว่า พ่อลูกคู่นี้คือใครกัน?

ชายสูงอายุ คือ” ” มหาเศรษฐีอันดับสองของประเทศมาเลเซียตามการจัดอันดับของนิตรสารฟอร์บส์ เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายทมิฬ ประเทศศรีลังกา และภิกษุรูปนั้น

คือบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา มหาเศรษฐีชาวศรีลังกาผู้นี้ ว่ากันว่าเป็นคนที่สร้างตัวมาด้วยตนเอง เป็นคนใจบุญ และค่อนข้างสมถะไม่ออกหน้าออกตา
ทั้งพ่อทั้งลูกนับถือพุทธศาสนา เมื่อหลายปีก่อน มหาเศรษฐีผู้นี้ต้องสูญเสียลูกไปอย่างไร้ร่องรอย

การควานหามาสิ้นสุดลงที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยด้วยความตกใจ เมื่อได้เห็นลูกชายอยู่ในชุดจีวรสีกลัก โกนศีรษะ มีบาตรอยู่ในมือสำหรับออกบิณฑบาต ผู้เป็นบิดาได้ออกปากชวนลูกกินข้าวหนึ่งมื้อแต่ลูกกลับปฏิเสธว่า “ต้องขออภัย อาตมารับการเชิญของโยมพ่อไม่ได้
อาตมาต้องออกบิณบาตเหมือนพระรูปอื่นๆ”

คำตอบของมหาเศรษฐีกริชนันกลายเป็นพาดหัวข่าวในวันต่อมา “ด้วยทรัพย์สินอันมหาศาลที่ฉันมีอยู่ ยังเลี้ยงข้าวลูกชายฉันไม่ได้เลย”

ทุกวันนี้ ลูกชายยังคงพำนักอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมในภาคเหนือและยังคงยังชีพด้วยอาหารที่ออกบิณฑบาตเหมือนภิกษุรูปอื่นๆในสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนั้น
ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว บางคนอาจเริ่มสงสัยว่า จริงหรือ ที่คนเราเอาแต่ทำมาหากิน เพียงเพื่อเอามาแลกกับสิ่งที่เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้เลย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า

ความพอใจของมนุษย์หรือความสุขที่แท้จริง อาจไม่ใช่เพียงมิติด้านกายภาพ มโนภาพ หรือการสัมผัสด้านอารมณ์เพียงมิติเดียว บุตรชายของมหาเศรษฐีกริชนัน ได้แสดงให้เห็นว่า การสละ อาจเป็นความมั่งคั่งที่มากกว่า และการให้อาจเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากมายกว่าด้วยซ้ำในชีวิตคนเรา หรือคุณคิดว่าไง ขอให้สรรพสิ่ง จงหลุดพ้น

จงหลุดพ้น จงมีความสุขเทอญ

You might also like